ค้นหา
  • ERA Thailand

Principles of Home Gardening

บทความโดย คุณวรวิทย์ อังสุหัสต์

หลักในการจัดสวน

หลักการจัดสวน ได้แก่ การออกแบบ วางแปลนสวน คือ กำหนดบริเวณปลูกต้นไม้ มุมนั่งเล่น ทางเดิน ศาลาบ่อน้ำ ฯลฯ


การออกแบบวางผังสวนนั้น มีอยู่ 2 ประเด็นใหญ่ คือ

  1. การวางผังสวนทั้งบริเวณ หมายถึง การวางผังสวนในพื้นที่ที่ต้องการจัดสวนทั้งหมดตามวัตถุประสงค์

  2. การวางผังสวนในส่วนละเอียด หมายถึง การวางผังและกำหนดวัสดุพืชพันธุ์ในการจัดสวน


โดยจะกำหนดเป็นบริเวณต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการวางผังสวนทั้งหมดแล้ว เช่น การวางผังสวน และกำหนดรายละเอียดสวนหลังบ้าน บริเวณรอบสระน้ำ บริเวณริมโรงรถ ฯลฯ บริเวณต่าง ๆ เหล่านี้ คือบริเวณที่เราได้กำหนดและวางผังให้เป็นสวนตั้งแต่แรกนั่นเอง


สิ่งที่ควรทำก่อนจะออกแบบสวน คือ

  • วัดพื้นที่ที่จะจัดสวน

  • ดูทิศทางของแสงแดด ลม

  • ดูส่วนที่ติดรั้ว ว่าเป็นรั้วทึบหรือโปร่ง หรือติดรั้วของเพื่อนบ้าน

  • ดูส่วนมุมที่ติดชายคา หลังคา หน้าต่าง ประตู เฉลียง

  • ดูจำนวนต้นไม้เดิมที่ต้องการคงไว้

  • ดูบ่อพักคอมเพรสเซอร์ แอร์ หรือสิ่งที่ต้องการปกปิดภายในบริเวณจัดสวน

  • ภายในพื้นที่จัดสวนมีก๊อกน้ำและทางระบายน้ำหรือไม่

  • คำนึงถึงท่อน้ำ+สายไฟที่ฝังอยู่ใต้ดินด้วย เพราะอาจขุดลงไปกระทบโดนจนเสียหาย หรืออาจเกิดอันตรายต่อผู้ขุดเองได้



องค์ประกอบทางศิลปะที่ใช้ในการจัดสวน

การจัดสวนเป็นเรื่องราวของการออกแบบและปลูกต้นไม้ พร้อมการก่อสร้างส่วนประกอบต่างๆที่ต้องการประโยชน์ใช้สอยและความสวยงาม พร้อมสร้างบรรยากาศควบคู่กันไปอย่างแยกไม่ได้ หลายครั้งเราสามารถพูดได้ว่า งานจัดสวนนั้นเป็นศิลปะการตกแต่งผืนดินผืนน้ำ ที่แฝงไว้ด้วยประโยชน์ใช้สอยนั่นเองซึ่งองค์ประกอบทางศิลปะที่นำมาใช้ในการจัดสวน มีดังนี้


องค์ประกอบหลักที่เป็นจุดสนใจ

การวางผังสวนจำต้องมีส่วนหนึ่งหรือหลายส่วน หากอยู่ในพื้นที่กว้าง อาจมีกลุ่มของสวนหลายกลุ่ม ที่มีความสวยงามน่าสนใจเป็นจุดเด่น ซึ่งเราสามารถสร้างจุดเด่นด้วยองค์ประกอบหลักของสวน จากพวกพืชพันธุ์ ด้วยการใช้ปริมาณหรือขนาด เช่น ใช้กลุ่มของต้นสนปริมาณมากหรือหลายชนิด จัดกลุ่มอยู่ด้วยกัน หรือการใช้ไม้ยืนต้นหรือพืชพันธุ์ที่มีรูปทรงสูงจัดกลุ่มอยู่ด้วยกัน เป็นต้น


องค์ประกอบรองที่เป็นจุดสนใจรอง

ในกลุ่มหรือบริเวณที่เป็นจุดสนใจนั้น มักจะมีจุดสนใจรองประกอบอยู่ด้วย เพื่อความสวยงามและสมดุลในความรู้สึก เช่น จุดสนใจหลักเป็นไม้ยืนต้นสูง จุดสนใจรองก็อาจเป็นไม้ยืนต้นที่เตี้ยกว่า หรือเป็นกลุ่มของพันธุ์ไม้อย่างใดอย่างหนึ่งที่ต่างออกมา เป็นต้น


จุดนำสายตา

จุดเด่นในสวนที่เราสร้างขึ้นนั้น หลายครั้งจำเป็นต้องมีสิ่งนำสายตา เพื่อเน้นนำให้เกิดมุมมอง สร้างให้เกิดความสมบูรณ์ของภาพสวนนั้น สิ่งนำสายตาอาจเป็นแนวต้นไม้ ไม้พุ่ม ไม้คลุมดิน หรือแนวทางเดินไปยังจุดเด่นของสวนนั้น


ฉากหลัง

ฉากหลังของสวนอาจจะมีหรือไม่มีก็ได้ ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และรูปแบบของสวน ฉากหลังของสวนอาจจะเป็นผนังอาคาร ผนังรั้ว หรือแนวต้นไม้ริมรั้ว ฉากหลังช่วยทำให้ตัวสวนนั้นดูเต็มและจบในตัวเอง ทำนองเดียวกันในพื้นที่โล่ง ฉากหลังอาจจะเป็นผืนน้ำ ก้อนหินใหญ่ก็ได้



องค์ประกอบทางศิลปะที่ช่วยสร้างรูปลักษณ์ของสวนให้เกิดจุดเด่นที่สวยงาม

ความสมดุล

การสร้างจุดเด่นหลักและรองดังกล่าวข้างต้น ถือเป็นการสร้างสมดุลยภาพอย่างหนึ่งให้เกิดขึ้นในความรู้สึกจากภาพที่มองเห็น ในสวนแบบประดิษฐ์นั้น มักใช้ความสมดุลแลสมมาตร คือ ทำเหมือนกันทั้งซ้ายขวาหรือหน้าหลัง ความสมดุลนี้เป็นเนื้อหาที่เกิดจากบุคลิกของธรรมชาติและสรรพสิ่ง


สัดส่วนและจังหวะ

ความสมดุลประการหนึ่งย่อมเกิดจากสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ต้องการ เหมือนเราปรุงอาหาร ผสมสูตรเคมี การใช้ปริมาณต้นไม้แต่ละกลุ่มแต่ละชนิด หรือแม้แต่การใช้สี เราก็ต้องคำนึงถึงสัดส่วนที่เหมาะกัน เช่น เราใช้ต้นไม้ยืนต้น 3 ต้นเป็นจุดเด่น ต้นไม้ที่จะเป็นฉากหลังหรือต้นไม้ที่เป็นฐานของกลุ่มไม้ยืนต้นนั้น จะต้องมีปริมาณที่สมดุลกัน ซึ่งเราไม่อาจกำหนดเป็นกฎทางคณิตศาสตร์ได้ นอกจากความรู้สึกที่บังเกิดขึ้นเอง


หลังจัดวางพืชพันธุ์เหล่านั้นลงไป ในเวลาเดียวกัน เรายังต้องคำนึงถึงจังหวะหรือกระสวน (PATTERN) ของการจัดวางให้เกิดความสมดุลจนเกิดจุดเด่น สวนแบบประดิษฐ์นั้น นิยมที่จะจัดวางจังหวะของต้นไม้อย่างมีหลักเกณฑ์ เช่น วางโกสน 20 ต้น สลับกับเข็มเชียงใหม่ 50 ต้นไปเรื่อยๆ จังหวะที่เป็นระบบแบบนี้จะทำให้เกิดความสมดุล และเป็นระเบียบในความรู้สึก


การโรยกรวด

อย่าใช้กรวดต่างขนาดกันมากนัก เพราะนานๆเข้าเจ้ากรวดที่เล็กกว่า จะค่อยๆจมลงข้างใต้ เหลือแต่กรวดใหญ่ เช่นเดียวกับกองทรายหลังฝนตก ซึ่งจะมีแต่กรวดเม็ดอยู่ข้างบนเต็มไปหมด


สำหรับวัสดุปูพื้นอื่นๆ และแผ่นทางเดิน นอกจากการโรยกรวดหรือใช้แผ่นหินทรายดังที่กล่าวมาแล้ว อาจใช้อิฐ ศิลาแลง แว่นไม้ แผ่นคอนกรีตฝังกรวดหิน แผ่นคอนกรีตผสมสีหม่นๆแนวธรรมชาติ


ถ้าจะทำลานหรือพื้นศาลา ใช้แผ่นอิฐปูด้านข้างขึ้นเรียงเป็นลายเหลี่ยม ลายตาราง หรือเรียงเป็นรัศมีวงกลมฝังดินหรือเทปูนเชื่อม


อิฐแดง

นำมาเรียงเป็นทางเดินได้เช่นกัน แต่ถ้าอยู่ในที่ร่มและชื้น อาจมีตะไคร่ มอส ขึ้นจับ ทำให้ลื่น ต้องคอยขัดทำความสะอาด


ศิลาแลง

มีสีสวย ก่อเป็นแท่น วางโอ่ง ไห หรืองานประติมากรรม ก่อเป็นกำแพง ดูสวยและเหมาะ เพราะปัจจุบัน ศิลาแลงไม่แกร่งเท่าศิลาแลงสมัยเก่า ซึ่งหายากขึ้น จึงอาจทำขึ้นใหม่จากเศษศิลาแลงผสมกับปูน แล้วอัดเป็นก้อน ซึ่งเปราะและรับน้ำหนักได้ไม่มาก


ถ้ายังอยากใช้เป็นลานหรือทางเดิน ก็ต้องทำใจเรื่องความเปราะ แตกหักง่าย ทั้งยังลื่นและมีมอสตะไคร่ขึ้นจับเสมอ


แว่นไม้

ทางเดินที่ทำจากแว่นไม้จะดูเป็นธรรมชาติน่ารักดี แต่ก็คงจะผุกร่อนไปก่อนพวกแผ่นหินหรือคอนกรีต


แผ่นทางเดินคอนกรีต

แผ่นทางเดินหล่อเองจากคอนกรีต แล้วปั๊มรอยลายเส้นใบไม้นานาชนิด ก็ยังดูสวยงามเป็นธรรมชาติ และไม่ล้าสมัย


เมื่อทราบรายละเอียดทุกอย่างแล้ว ย่อพื้นที่ลงในกระดาษด้วยสัดส่วนที่เหมาะสม และต้นไม้ต่างๆที่จะปลูกก็ต้องย่อส่วนลงด้วยเช่นกัน โดยการจัดวางต้องคำนึงถึงการเจริญเติบโตเต็มที่ของพันธุ์ไม้นั้นๆ ในอนาคตด้วย เราสามารถกะทรงพุ่มหรือความสูงของพันธุ์ไม้ต่างๆได้คร่าวๆ โดยดูจากของจริง หรือค้นคว้าจากตำรา



การก่อสร้างและงานช่างเล็กๆน้อยๆ

ในสวนของเราอาจต้องมีการขุดบ่อ ขุดสระ ก่อรั้ว ทำซุ้มประตู หล่อแผ่นทางเดิน สร้างศาลาเดินสายไฟ ท่อน้ำทำแผงไม้เลื้อย ผู้ที่มีฝีมือดีอาจทำเฟอร์นิเจอร์สนามใช้เองก็ยังได้

สิ่งเล็กๆน้อยๆที่ประดิษฐ์หรือทำขึ้นมาด้วยตนเองได้นี้ เป็นสิ่งประดับสวนหรือเครื่องใช้ที่น่าภาคภูมิใจ ลองหาตำราช่างฝีมือหรือการก่อสร้างง่ายๆ มาหัดทำดู หรือดัดแปลงทำโคมไฟรั้วเตี้ยๆ กระถาง ฯลฯ จากวัสดุเหลือใช้


วัสดุที่ใช้ประกอบการจัดสวน

ในสวนไม่ได้มีแต่เพียงต้นไม้ เรายังต้องใช้วัสดุอื่นๆ ประกอบ เช่น ก้อนหิน กรวด แผ่นทางเดิน หินปูพื้น ฯลฯ


หินก้อนใหญ่ๆที่เขาขุดขึ้นมาจากใต้ดิน บางทีมีรูปลักษณะสวยแปลกตาคล้ายงานประติมากรรมหรือรูปสัตว์ต่าง ๆ หินลักษณะเช่นนี้ เรานำมาจัดเป็นจุดเด่นในสวนได้ การวางหินต้องขุดดินตรงจุดที่กำหนดออก เพื่อให้ฐานหรือโคนหินจมลงดิน เพื่อความมั่นคง และเกิดความรู้สึกเหมือนว่ามันผุดขึ้นมาเองจากจุดนั้น ถ้าหินก้อนนั้นมองดูสวยจากทุกมุม ก็ตั้งไว้บนแท่นให้เป็นจุดเด่นลอยตัวได้ แต่ถ้าบางด้านไม่สวย อาจพรางด้วยการปลูกต้นไม้เป็นฉากหลัง


หินใหญ่เหล่านี้ ถ้ามีความสูงเกิน 1.5 เมตร ควรเทฐานคอนกรีต เพื่อเพิ่มความแข็งแรง กันเด็กเล็กไปปีนแล้วเกิดอันตราย นอกจากนี้ หินบางก้อนมีรูหรือซอกเล็กๆ ก็ต้องระวังสัตว์ร้ายจะเข้าไปอยู่อาศัย เช่น งู ตะขาบ แมงป่อง


ก้อนหินใหญ่ที่อาจนำมาใช้นั่งเล่น จัดประกอบในสวนปลูกต้นไม้แทรกประดับตามขอบสระ ต้องเลือกดูตามรูปร่างพื้นผิว ผิวเรียบ และความสูงพอเหมาะ ใช้นั่งเล่นได้ บางชนิดผิวเป็นร่อง เป็นเหลี่ยม แต่สีและลายสวย ก็ใช้วางประดับ เช่น พวกหินปาเต๊ะ ส่วนพวกหินฟองน้ำที่มีรูพรุน นำมาจัดประกอบกับน้ำตกสวยงามมาก เพราะมักมีมอสหรือไม้เล็กๆขึ้นเกาะรอบ ทำให้ดูชุ่มชื้น แต่ปัจจุบันหายากมาก บางครั้ง ถ้าอยากจะช่วยรักษาธรรมชาติไว้ อาจเลี่ยงมาใช้หินเทียมแทนก็ได้ น้ำหนักก็เบา เหมาะในการจัดสวนบนระเบียงหรือดาดฟ้า


หินทราย

โดยมากมักมีแต่หินแดง สีน้ำตาลอ่อนมีน้อยกว่า และสีออกเขียวจะหายากที่สุด ราคาแพง หินทราย มักนิยมนำมาสกัดทำแผ่นทางเดินขนาดต่างๆ รูปเหลี่ยมจตุรัส สี่เหลี่ยมผืนผ้า รูปกลม นอกจากนี้ก็สกัดทำเป็นม้านั่งยาว ตะเกียงแบบญี่ปุ่น อ่างหิน หินรูปลูกเต๋า ฯลฯ


หินกาบ

มีลักษณะเป็นแผ่นแบนๆ ถ้าค่อนข้างบางใช้ติดฝาผนัง ถ้าหนาหน่อยใช้ปูพื้น ทำลานหรือทางเดินได้ แต่ราคาแพง


กรวด

มีหลายขนาด หลายชนิด และหลายสีขึ้นอยู่กับแหล่งที่มา เช่น


กรวดสีส้ม

เป็นกรวดบก มักปนอยู่กับดินลูกรัง โดยมากมาจากจังหวัดกาญจนบุรี มีหลายขนาด กรวดสีขาวเป็นกรวดที่เหลือจากการทำเหมืองแร่หรือบ่อพลอย มีหลายขนาด


กรวดสีม่วง

มาแถบจังหวัดชุมพร ลักาณะเป็นสีน้ำตาลเจือม่วง เมื่อโดนน้ำจะมีสีม่วงชัดขึ้น


กรวดแก้วหรือกรวดทะเล

มีสีขาวจัด ค่อนข้างกลมกลึงเมื่อโดนน้ำแล้วสีดูขาวใสขึ้น


กรวดแม่น้ำโขง

มีสีคล้ำๆ น้ำตาลปนเขียว รูปร่างกลมแบนผิวค่อนข้างเรียง ราคาแพงกว่ากรวดชนิดอื่น เพราะปัจจุบันหาได้ค่อนข้างยาก

เรามักใช้กรวดโรยปูพื้นในบริเวณที่ไม่ต้องการปลูกหญ้าในเนื้อที่แคบๆหรือมีแสงน้อย

ก่อนโรยกรวดอาจใช้แผ่นพลาสติกปูรองพื้นก่อน เพื่อป้องกันวัชพืชที่จะเกิดแทรกขึ้นมา หรือถ้าจะมีก็คงน้อยลงไปบ้าง การปูพื้นก่อนยังช่วยกันไม่ให้ดินกระจายขึ้นมาจับบนกรวด ดูสกปรก บางครั้งดินที่ขึ้นมาอยู่บนกรวด อาจเกิดจากไส้เดือนชอนดินขึ้นมาก็ได้ แต่ไส้เดือนก็มีประโยชน์ช่วยพรวนดินให้ต้นไม้ ก็ใช้น้ำฉีดล้างเศษดินบ้าง อย่าไปโกรธไส้เดือนเลย

ถ้าปูพลาสติกรองพื้น อาจเจาะรูให้น้ำไหลผ่านบ้าง ถ้าไม่เจาะรู ต้องวางระดับพื้นแต่แรกให้ลาดเอียง เพื่อให้น้ำไหลระบายไป ไม่ขัง ถ้าน้ำขัง จะมีตะไคร่ขึ้นจับกรวด ดูสกปรกไม่น่ามอง

มีอีกวิธีซึ่งอาจจะราคาแพงกว่า แต่ใช้ได้คุ้ม ทนทาน คือ เทปูนฉาบผิวดินบางๆ ใช้ตาข่ายกรงไก่ เป็นโครงยึดปูน ใช้ไม้เจาะรูให้น้ำไหลระบายให้ทั่ว ปูนแห้งจึงดึงเศษไม้ออก จากนั้นจึงค่อยโรยกรวด วิธีนี้จะทำให้กรวดดูสะอาดไม่มีเศษดินติดสกปรก ไม่ต้องฉีดน้ำล้างบ่อยๆ และกรวดไม่ยุบจมลงดิน



ของประดับสวน

ขึ้นอยู่กับสไตล์หรือรูปแบบสวนด้วย อย่างสวนสไตล์ Formal ก็คงต้องใช้รูปปั้นเทพีแบบกรีก กระถางต้นไม้ทรงสูง แท่นวางกระถางต้นไม้ หรืองานประติมากรรมที่จำลองมาจากเสาวิหารยุคนั้น และแน่นอน ตัวบ้านก็ควรเป็นแบบกรีก หรือโรมันแปลงด้วยเช่นกัน จึงจะรับกันไปหมด หากเจ้าของบ้านจะแต่งกายสไตล์นั้นๆด้วยได้ ก็คงจะกลมกลืนน่ามองยิ่งขึ้น


สวนแนวญี่ปุ่น

ก็คงจะมีพวกตะเกียงหิน อ่างหิน รั้วไม้ไผ่ น้ำตกไม้ไผ่ รางหิน


สวนธรรมชาติ

คงตกแต่งด้วยโอ่ง ไห ไม่ว่าจะเป็นดินเผาหรือเซรามิกเคลือบ ตลอดจนตัวสัตว์ต่างๆ แกะสลักจากหิน ไม้แกะ เซรามิก พวกตะเกียง หรือโคมไฟใช้ผลิตภัณฑ์ดินเผาด่านเกวียนก็ได้


การใช้ของประดับตกแต่งสวน

ถ้าเป็นรูปสัตว์หรือคน ควรดูสัดส่วนให้รับกัน ไม่ใช่เห็นเต่ายักษ์กำลังจะคาบตาแป๊ะตกเบ็ด นกกระยางคาบควาย หรือนกกระเต็นผ่าเหล่าตัวใหญ่กว่านกกระดา 7 เท่า นอกจากนี้ ก็ต้องดูของตกแต่งเหล่านี้ให้มีขนาดพอเหมาะกับสวนและต้นไม้ด้วย ไม่ใช่วางปลาคาร์พปลอมแต่ใหญ่เหมือนปลาวาฬ ลงในบ่อขนาดเล็กตัวเดียวแน่นบ่อ ก็ดูขัดกับความจริงและความรู้สึก


อย่าใช้ของประดับตกแต่งสวนมากเกินไปจนไม่งาม ความงามคือความพอดี ไม่มากหรือน้อยไป ควรทดลองย้ายตำแหน่งเครื่องประดับสวนจนกว่าจะลงตัว หรือหยิบชิ้นโน้นชิ้นนี้ออกบ้าง ถ้ามีมาก น่าจะใช้วิธีสลับสับเปลี่ยน ทำให้สวนดูไม่น่าเบื่อ จำเจ ดีกว่าจะประเดประดังลงไปทั้งหมด


ความกลมกลืนและความขัดแย้ง

ความกลมกลืน (HARMONY) จะช่วยให้เกิดความเป็นเอกภาพ (UNITY) ลองนึกถึงทหารที่อยู่ในเครื่องแบบยืนเข้าแถวกันอยู่ ความเป็นเอกภาพที่เกิดขึ้นก็จะทำให้เกิดจุดเด่นขึ้นมา เช่น เราปลูกไม้คลุมดินสีเหลืองเป็นแปลง เป็นกลุ่มใหญ่สีเหลืองดังกล่าว ก็จะกลายเป็นจุดเด่น แต่ถ้าเราปลูกต้นสนมังกร ลงไปในแปลงไม้คลุมดินนี้ 3 ต้น เส้นตั้งและสีเขียวของต้นสน ก็จะตัดกับสีเหลืองของไม้คลุมดิน ลักษณะเช่นนี้ เราเรียกว่า สร้างความขัดแย้ง (CONTRAST) ออกมา ความขัดแย้งดังกล่าวมิใช่โทษเหมือนการขัดแย้งในการเจรจา แต่กลับเป็นประโยชน์ให้ต้นสนนั้น มีความเด่นขึ้นมา เมื่อเด่นแล้ว ก็จะเกิดความน่าสนใจขึ้นมาทันที


ในการจัดสวนแบบธรรมชาตินั้น เรามักจะสร้าง "CONTRAST" ขึ้นมามากกว่าที่จะมีแต่ความเป็นเอกภาพอย่างเดียว เพราะในธรรมชาตินั้น จะเป็นที่รวมของสรรพสิ่งมากกว่า จะมีแต่อย่างหนึ่งอย่างใดเพียงอย่างเดียว เราสามารถสร้างความขัดแย้งได้หลายวิธี เช่น ขัดแย้งด้วยสี ด้วยผิว ด้วยขนาด ด้วยทิศทาง ด้วยเสียง ด้วยความอ่อนแข็ง


สีและผิว

จากตัวอย่างเรื่องไม้คลุมดินสีเหลืองกับสีเขียวของต้นสน คงทำให้เข้าใจเรื่องสีได้พอควร การใช้สีช่วยให้เกิดความหลากหลายจากพันธุ์ไม้ดอกนานาชนิด ผิดกับบ้านเรา ซึ่งไม่มีพันธุ์ไม้พุ่ม ไม้คลุมดินที่ดอกดก และให้สีฉูดฉาด จะมีเฉพาะไม้ล้มลุกในหน้าหนาวเท่านั้น


เรื่องความหมายละเอียดของใบไม้แต่ละชนิดนั้น จะทำให้เกิด "ความขัดแย้ง" เช่น ใบไม้ขนาดใหญ่กับใบเล็กละเอียด ความแตกต่างตรงนี้คือจุดเด่นนั่นเอง



ลำดับขั้นตอนในการจัดสวน

หลังจากเรียนรู้หลักใหญ่ๆ ในการออกแบบจัดสวน การวางแปลน จัดวางต้นไม้ให้ถูกที่ เหมาะสมกับลักษณะนิสัย พอที่มันจะเจริญงอกงามเติบโตต่อไปได้ เพราะเสน่ห์ของสวนสวย ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์แข็งแรงของต้นไม้ เป็นหลักเหมือนกัน เมื่อมีแปลนเรียบร้อยแล้ว ก็พร้อมจะลงมือจัดสวนได้ แต่ควรเริ่มตามลำดับขั้นตอนดังนี้


  1. เตรียมพื้นที่ คือ ต้องเก็บเศษวัสดุเหลือใช้จากการก่อสร้าง ฯลฯ ออกให้หมด ซึ่งควรเป็นหน้าที่ของผู้รับเหมา ไม่ใช่เจ้าของบ้านหรือนักจัดสวน หากปลูกบ้านเสร็จนานแล้ว ไม่มีเศษวัสดุก่อสร้างตกค้าง แต่ก็มักจะมีพวกวัชพืชต่างๆ ขึ้นรกรุงรัง ที่ปราบยากคือ แห้วหมู หญ้าชันอากาศ แห้วหมูมีรากหยั่งลึกลงไปเป็นฟุต ต้องขุดลงไปเอาหัวของมันขึ้นมาให้หมด ส่วนหญ้าชันอากาศนั้น มีที่ดินเหลือนิดเดียวก็ยังขึ้นได้ ต้องตัดหรือชุดวัชพืชและไม้อื่นๆที่ไม่ต้องการออกเสียก่อน แล้วรดน้ำ พอวัชพืชเริ่มงอกเป็นต้นอ่อนๆ ก็กำจัดอีก รดน้ำแล้วรอดู ทิ้งระยะสักหน่อย บางครั้งต้องเก็บถึง 3 หน จึงจะหมดเกลี้ยงควรทิ้งระยะจนแน่ใจว่ากำจัดหมดแล้วจริงๆ

  2. ปรับพื้นที่ ปรับตามแบบแปลน เช่น มีเนิน มีบ่อหรือสระ ที่ต้องขุดหรือไม่ หรือถ้าต้องถม ก็ต้องดูระดับว่าต้องการถมสูงขึ้นอีกเท่าไร เพราะการถมดินมีผลดีกับต้นไม้ ซึ่งจะปลูกในภายหลัง ถ้าหากมีไม้ใหญ่หรือไม้ต้นเดิมที่ต้องการ ต้องขุดล้อมย้ายไปก่อนถม เพราะถ้าถมทับลงไปเท่ากับฝังโคนต้นและรากไม้ลงไปใต้ดิน ไม่มีอากาศให้รากหายใจ และน้ำท่วมราก ดินที่จะนำมาถมควรเลือกดินที่ได้หน้าดินจะดีมาก แม้อาจจะมีราคาแพง แต่ก็คุ้ม อย่าใช้ดินแถวชายทะเล เพราะเค็ม ต้นไม้ไม่งาม ดินทรายก็ไม่มีสารอาหารโดยเฉพาะพวกทรายขี้เป็ดดินก้นบ่อ ที่มีสีออกเขียวๆ ก็ไม่ควรใช้ ดินไร่อ้อยก็ไม่ดี เพราะจืดหมดแล้ว ถ้าต้องใช้ ก็ต้องเติมปุ๋ย ปรับพื้นผิวให้ลาดเอียงลงสู่ทางระบายน้ำ ควรทิ้งไว้สักพักให้ดินยุบตัวบ้าง ตอนใดที่ร่องหลุมก็ซ่อมแซมถมดินเป็นจุดๆไป

  3. ถ้ามีงานก่อสร้าง เช่น ศาลา ซุ้ม เทอเรซ แท่นวาง รูปปั้น ลานบ่อน้ำ น้ำตก น้ำพุ บ่อปลา บ่อกรอง ซึ่งไม่ได้ทำไว้ตั้งแต่ตอนสร้างบ้าน เพราะมาออกแบบสวนทีหลัง ก็ทำในช่วงนี้ ดูแลให้ช่างเก็บเศษวัสดุ ปูน ไม้ อย่าเทปูน สี สารเคมีใดๆลงในบริเวณจัดสวนเด็ดขาด

  4. ทำทางระบายน้ำ หรือท่อระบายน้ำให้เรียบร้อย

  5. ขุดหลุมปลูกไม้ใหญ่ ก่อนขุดอย่าลืมดูแปลนแนวท่อประปา แนวเดินสายไฟใต้ดินเสียก่อน

  6. วางก้อนหินใหญ่หรืองานประติมากรรม

  7. ปรับผิวพื้นด้วยทรายสูง 5 เซนติเมตร เพื่อเตรียมปลูกหญ้า

  8. ขุดหลุมปลูกไม้พุ่ม ไม้ขนาดเล็ก และไม้คลุมดิน

  9. ปลูกหญ้า

  10. วางแนวทางเดิน

  11. จัดวางชุดโต๊ะเก้าอี้นังเล่น ม้านั่ง

  12. จัดวางของประดับสวนต่างๆ

  13. ติดตั้งโคมไฟตามจุดต่างๆในสวน เช่น ในน้ำพุ ริมทางเดิน โคนไม้



ดู 27 ครั้ง

+662-108-9895 , +66-65-953-1456

34 ซี.พี.ทาวเวอร์ 3 (พญาไท) ถนนพญาไท

ห้อง เอ 11-3 ชั้น 11 อาคาร เอ

แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร 10400

©2019 ERA ThailandAll rights reserved.

Each office is independently owned and operated